Skip to main content
กรุณาอ่านรายงานแนวโน้มการจองโรงแรมของ SiteMinder ฉบับกลางปีได้ที่นี่ครับ

ความแตกต่างระหว่างโรงแรมและโมเต็ล: คู่มือฉบับสมบูรณ์

  โพสต์ใน Hotel Insights   ปรับปรุงล่าสุด 28/07/2026

โรงแรม (Hotel) คือที่พักหลายชั้นที่เข้าห้องพักจากภายในอาคาร มีล็อบบี้และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ร้านอาหาร ฟิตเนส และบริการคอนเซียร์จ ส่วนโมเต็ล (Motel) คือที่พักขนาดเล็กริมถนน มักมีเพียงหนึ่งหรือสองชั้น ห้องพักเปิดออกสู่ลานจอดรถโดยตรง มีบริการขั้นพื้นฐานและราคาย่อมเยากว่า นี่คือความแตกต่างหลักโดยสรุป

สำหรับนักเดินทาง การเลือกที่พักขึ้นอยู่กับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดี หรือความคุ้มค่าและความสะดวกในการเดินทาง แต่สำหรับผู้ประกอบการโรงแรม ความแตกต่างนี้มีนัยที่ลึกซึ้งกว่านั้น การเข้าใจสิ่งที่แยกโรงแรมออกจากโมเต็ลจะช่วยกำหนดคุณค่าของที่พัก ชี้ชัดตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ และดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสม หากยังไม่แน่ใจว่าที่พักของท่านอยู่ในตำแหน่งใด หรือต้องการเน้นย้ำว่าเหตุใดโรงแรมของท่านจึงคุ้มค่ากับราคาที่สูงกว่า คู่มือนี้จะช่วยได้

ในคู่มือนี้ เราจะพาไปดูความแตกต่างหลักระหว่างโรงแรมและโมเต็ล รวมถึงเปรียบเทียบกับอินน์ (Inn) เพื่อช่วยให้ท่านวางตำแหน่งที่พักได้อย่างชัดเจนในตลาด

สารบัญ

โมเต็ลกับโรงแรมต่างกันอย่างไร

แม้ทั้งโมเต็ลและโรงแรมจะให้บริการที่พักแบบเสียค่าใช้จ่าย แต่ทั้งสองรองรับวัตถุประสงค์และกลุ่มนักเดินทางที่แตกต่างกัน ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือขนาด โครงสร้าง และบริการที่มอบให้

โรงแรมมักตั้งอยู่ในเมือง ใกล้สนามบิน หรือใกล้แหล่งท่องเที่ยว ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดี มีหลายชั้น ทางเดินภายในอาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย เช่น ร้านอาหาร สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และบริการคอนเซียร์จ ผู้เข้าพักมักเข้าห้องจากภายในอาคาร บรรยากาศจึงรองรับทั้งนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนและนักธุรกิจ

ส่วนโมเต็ลมักตั้งอยู่ริมทางหลวงหรือชานเมือง เน้นความสะดวกสำหรับการพักระยะสั้น โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ โมเต็ลส่วนใหญ่มีเพียงหนึ่งหรือสองชั้น ห้องพักเปิดออกสู่ลานจอดรถโดยตรง มีบริการน้อยกว่าและราคาย่อมเยากว่า จึงเหมาะกับนักเดินทางที่คำนึงถึงงบประมาณ

คำว่า “โมเต็ล” (Motel) เป็นคำผสมระหว่าง “motor” (ยานยนต์) และ “hotel” (โรงแรม) ถูกบัญญัติขึ้นในทศวรรษ 1920 เมื่อการเดินทางด้วยรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น และที่พักริมถนนกลายเป็นสิ่งจำเป็น

ตารางเปรียบเทียบโดยสรุป:

คุณสมบัติ โรงแรม โมเต็ล
ขนาด ขนาดใหญ่ หลายชั้น ขนาดเล็ก 1-2 ชั้น
สิ่งอำนวยความสะดวก ครบครัน (ฟิตเนส ร้านอาหาร สปา ฯลฯ) พื้นฐาน (เตียง ห้องน้ำ โทรทัศน์)
ทำเล ในเมือง ใกล้สนามบินหรืองานอีเวนต์ ริมทางหลวง เขตชานเมือง
การเข้าห้องพัก ทางเดินภายในอาคารผ่านล็อบบี้ เข้าจากภายนอกสู่ลานจอดรถโดยตรง
การเช็กอิน มีพนักงานต้อนรับ บริการคอนเซียร์จ เคาน์เตอร์พื้นฐานหรือบริการตนเอง
ระยะเวลาพักโดยทั่วไป หลายคืน หนึ่งคืนหรือแวะพักระหว่างทาง
ระดับดาว จัดระดับ 1-5 ดาว โดยทั่วไปไม่มีการจัดระดับ
กลุ่มเป้าหมาย นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน นักเดินทางที่คำนึงถึงงบประมาณ ผู้เดินทางด้วยรถยนต์
ช่วงราคา ปานกลางถึงสูง ต่ำถึงปานกลาง

การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพว่าที่พักของท่านเทียบเคียงกับที่อื่นอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ ท่านจะโดดเด่นได้อย่างไร

โรงแรม โมเต็ล และอินน์ ต่างกันอย่างไร

นักเดินทางและผู้ประกอบการมักพบประเภทที่พักที่สามควบคู่ไปกับโรงแรมและโมเต็ล นั่นคือ อินน์ (Inn) แม้บางครั้งคำเหล่านี้จะถูกใช้แทนกันได้ แต่แท้จริงแล้วหมายถึงที่พักที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

อินน์มักเป็นที่พักขนาดเล็กที่เจ้าของบริหารเอง มีจำนวนห้องจำกัด และมีมาก่อนทั้งโรงแรมและโมเต็ล โดยมีรากฐานย้อนไปหลายศตวรรษในฐานะที่พักริมทางสำหรับนักเดินทางและพ่อค้า ปัจจุบันมักพบอินน์ในชนบท เมืองประวัติศาสตร์ หรือพื้นที่ที่มีทัศนียภาพสวยงาม โดยมีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง และบางแห่งรวมอาหารเช้าไว้ในราคาที่พักด้วย

ตารางเปรียบเทียบทั้งสามประเภท:

คุณสมบัติ โรงแรม โมเต็ล อินน์
ขนาด ใหญ่ เล็ก เล็กมาก
ทำเล ในเมือง / แหล่งท่องเที่ยว ริมทางหลวง / ชานเมือง ชนบท / พื้นที่ทัศนียภาพสวยงาม / เมืองประวัติศาสตร์
บรรยากาศ มืออาชีพ มีเอกลักษณ์แบรนด์ เรียบง่าย ใช้งานได้จริง อบอุ่น เป็นกันเอง
สิ่งอำนวยความสะดวก บริการครบวงจร พื้นฐาน จำกัด บางแห่งรวมอาหารเช้า
ช่วงราคา ปานกลางถึงสูง ต่ำ ต่ำถึงปานกลาง

สำหรับผู้ประกอบการ การเข้าใจว่าที่พักของท่านอยู่ตำแหน่งใดในสามประเภทนี้ และผู้เข้าพักมองแต่ละประเภทอย่างไร มีความสำคัญต่อการตั้งราคา การทำการตลาด และการจัดหมวดหมู่บนแพลตฟอร์มจองที่พัก

ใช้ SiteMinder เพื่อความสำเร็จของทุกที่พัก

SiteMinder ช่วยเปลี่ยนจุดแข็งของที่พักให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ด้วยเครื่องมือที่เพิ่มการมองเห็น ตั้งราคาโดยอัตโนมัติ และยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าพัก

เรียนรู้เพิ่มเติม

เหตุใดการรู้ความแตกต่างระหว่างโรงแรมและโมเต็ลจึงสำคัญ

สำหรับผู้ประกอบการโรงแรม การเข้าใจความแตกต่างนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดตำแหน่งทางการตลาดและตัดสินใจด้านการดำเนินงานอย่างชาญฉลาด

โมเต็ลมักแข่งขันด้วยราคาและความสะดวก หากที่พักของท่านมีมากกว่านั้น เช่น บริการที่ใส่ใจในรายละเอียด สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่า หรือทำเลระดับพรีเมียม ท่านจำเป็นต้องสื่อสารคุณค่านั้นให้ชัดเจน มิเช่นนั้นผู้เข้าพักที่ไม่เข้าใจความแตกต่างอาจมองว่าที่พักของท่านไม่ต่างจากโมเต็ลริมทาง

สมมติว่าท่านบริหารที่พัก 40 ห้อง มีร้านอาหารในตัว และระบบจองแบบรวมศูนย์ ในทางเอกสารท่านคือโรงแรม แต่หากการตลาด การตั้งราคา หรือประสบการณ์ของผู้เข้าพักไม่สะท้อนสิ่งนั้น ผู้เข้าพักที่มีศักยภาพอาจเข้าใจผิดว่าไม่ต่างจากตัวเลือกราคาประหยัดริมทาง

ความชัดเจนเกี่ยวกับตำแหน่งของที่พักจะช่วยให้ท่าน:

  • ดึงดูดนักเดินทางกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม
  • ตั้งราคาห้องพักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอมากขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยให้ท่านมีเกณฑ์เปรียบเทียบ หากโมเต็ลใกล้เคียงเป็นคู่แข่งของท่าน การเข้าใจวิธีดำเนินงานของโมเต็ลจะช่วยให้เห็นจุดที่ควรสร้างความแตกต่างและจุดที่ควรเสริมจุดแข็งของตนเอง

การทำการตลาดเปลี่ยนไปอย่างไรระหว่างโรงแรมกับโมเต็ล

ข้อความทางการตลาดของท่านควรสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านนำเสนอ และเริ่มต้นด้วยการเข้าใจสิ่งที่ทำให้โรงแรมของท่านแตกต่างจากโมเต็ล

โมเต็ลมักเน้นเรื่องความคุ้มราคาและความสะดวก ข้อความทางการตลาดมักเน้นที่จอดรถสะดวก เช็กอินรวดเร็ว และราคาต่อคืนที่ต่ำ วิธีนี้ได้ผลกับนักเดินทางด้วยรถยนต์และผู้ที่จองในนาทีสุดท้าย แต่จะไม่ดึงดูดนักเดินทางที่มองหาความสะดวกสบาย คุณภาพ ขนาดห้องที่ดี หรือประสบการณ์ที่น่าจดจำ

โรงแรมมีพื้นที่มากกว่าในการสร้างแบรนด์ หากท่านมีเครื่องนอนระดับพรีเมียม ร้านอาหารในตัว หรือระบบจองแบบรวมศูนย์ ควรนำเสนอสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่น เพราะไม่ใช่เพียงคุณสมบัติ แต่เป็นสัญญาณว่าที่พักของท่านมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง และเมื่อสื่อสารได้ดี สิ่งเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนราคาที่สูงขึ้นได้

ตัวอย่างเช่น โมเต็ลอาจโฆษณาว่า “ห้องพักสะอาด ติดทางหลวง” ในขณะที่โรงแรมอาจสื่อสารว่า “ห้องพักกว้างขวาง วิวเมือง พร้อมบริการรูมเซอร์วิส” ทั้งสองข้อความดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน แต่ข้อความหนึ่งสื่อถึงผู้เข้าพักที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าอย่างชัดเจน

ข้อความทางการตลาดเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนที่พักของท่าน หากไม่สะท้อนสิ่งที่ทำให้โรงแรมของท่านโดดเด่น ผู้เข้าพักอาจไม่เห็นเหตุผลที่จะเลือกจองกับท่านแทนตัวเลือกราคาประหยัดที่อยู่ใกล้เคียง

โรงแรมสร้างความแตกต่างจากโมเต็ลได้อย่างไร

หากโมเต็ลแข่งขันด้วยราคาและความสะดวก จุดแข็งของโรงแรมคือการนำเสนอสิ่งที่มากกว่านั้น ต่อไปนี้คือแนวทางเชิงกลยุทธ์หลักที่ช่วยให้โรงแรมสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนและดึงดูดผู้เข้าพักที่มีมูลค่าสูงขึ้น

เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก

ผู้เข้าพักยินดีจ่ายมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าได้รับมากขึ้น ในขณะที่โมเต็ลมักมีเพียงสิ่งพื้นฐาน เช่น เตียง ห้องน้ำ และโทรทัศน์ โรงแรมสามารถยกระดับประสบการณ์ด้วยสิ่งเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน พื้นที่สระว่ายน้ำที่ผ่อนคลาย หรือความสะดวกสบายง่าย ๆ อย่างผ้าปูที่นอนคุณภาพดีและกาแฟในล็อบบี้

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักก็มีความสำคัญ นักเดินทางให้คะแนนเครื่องปรับอากาศและปลั๊กไฟใกล้เตียงว่าเป็นคุณสมบัติห้องพักที่ต้องการมากที่สุดสองอันดับแรก ขณะที่นักเดินทางเพื่อธุรกิจมีความคาดหวังสูง โดยกว่า 69% ระบุว่าจะจองผ่านเว็บไซต์หรือแอปของโรงแรมโดยตรง หากมั่นใจว่ามีไวไฟฟรี

เจาะกลุ่มนักเดินทางเฉพาะกลุ่ม

โมเต็ลรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและไม่ประจำ ส่วนโรงแรมมีโอกาสที่จะโฟกัสมากกว่า ไม่ว่าจุดแข็งของท่านคือนักธุรกิจ ครอบครัว หรือผู้ที่พักในวันหยุดสุดสัปดาห์ยาว การนำเสนอและการตลาดสามารถออกแบบให้ตรงกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายนั้นให้ความสำคัญมากที่สุด

เอกลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง

แบรนด์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอช่วยให้ท่านโดดเด่นเหนือคู่แข่ง ทั้งอัตลักษณ์ทางภาพ น้ำเสียงในการสื่อสาร และประสบการณ์ที่ผู้เข้าพักคาดหวังได้จากทุกสาขา สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงแรมของท่านดูน่าเชื่อถือ มั่นคง และคุ้มค่ากับการจองมากขึ้น

หากท่านมีที่พักหลายสาขา ความสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญ ผู้เข้าพักควรรู้ว่าจะได้รับอะไรตั้งแต่เข้าชมเว็บไซต์จนถึงวันเช็กเอาต์

การผสานเทคโนโลยีขั้นสูง

โมเต็ลมักพึ่งพากระบวนการแบบแมนนวลและระบบที่แยกจากกัน โรงแรมสามารถได้เปรียบอย่างมากด้วยการใช้เครื่องมือที่เชื่อมทุกระบบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบการจอง ผู้จัดการช่องทาง (Channel manager) และแพลตฟอร์มการตั้งราคาแบบไดนามิก ปัจจุบันผู้ประกอบการโรงแรมกว่า 85% เสนอหรือมีแผนจะเสนอเทคโนโลยีในห้องพัก เช่น กุญแจมือถือและการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ขณะที่ 92% ระบุว่าผู้เข้าพักเปิดรับเทคโนโลยีไร้สัมผัสมากกว่าช่วงก่อนการระบาดใหญ่

SiteMinder ช่วยให้โรงแรมบริหารจัดการราคาและจำนวนห้องว่างในหลายช่องทางพร้อมกันได้ ทำให้ผู้ประกอบการมีการควบคุมที่มากขึ้น ลดงานที่ต้องทำด้วยมือ และช่วยให้ท่านแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในตลาดที่อ่อนไหวต่อราคา

เครื่องมือที่ช่วยให้โรงแรมแข่งขันกับโมเต็ล

โรงแรมสามารถสร้างความได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อดำเนินงานให้คล่องตัวและชาญฉลาดยิ่งขึ้น ในขณะที่โมเต็ลมักพึ่งพาระบบพื้นฐานหรือกระบวนการแบบแมนนวล โรงแรมมีเครื่องมือที่ช่วยให้ควบคุมราคา จำนวนห้องว่าง และประสบการณ์ผู้เข้าพักได้มากกว่ามาก

นี่คือจุดที่ SiteMinder สร้างความแตกต่าง

ด้วยการเชื่อมต่อระบบบริหารจัดการที่พัก (Property management system) ของโรงแรมเข้ากับแพลตฟอร์มของ SiteMinder ท่านสามารถ:

  • อัปเดตราคาห้องพักและจำนวนห้องว่างในทุกช่องทางการจองแบบเรียลไทม์โดยอัตโนมัติ
  • หลีกเลี่ยงการจองเกินจำนวนจัดสรรและข้อผิดพลาดจากการทำงานด้วยมือ
  • ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการได้รวดเร็วขึ้นด้วยการตั้งราคาแบบไดนามิก

ตัวอย่างเช่น หากระบบบริหารจัดการที่พักของท่านแสดงอัตราการเข้าพักต่ำในวันสุดสัปดาห์ SiteMinder สามารถปรับราคาในทุก OTA ที่เชื่อมต่อได้ทันที ช่วยให้ห้องพักเต็มโดยไม่ต้องลงมือทำเอง ในขณะที่โมเต็ลยังปรับราคาด้วยมือหรือไม่ปรับเลย ระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยให้ท่านนำหน้าอยู่เสมอ

ท่านยังสามารถใช้ข้อมูลผู้เข้าพักที่เชื่อมโยงกันเพื่อปรับข้อเสนอให้ตรงใจ วางแผนโปรโมชันได้อย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น และคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการลดลง อัตรากำไรดีขึ้น และมีการจองจากกลุ่มผู้เข้าพักที่เหมาะสมมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย: โรงแรม เทียบกับ โมเต็ล

ความแตกต่างหลักระหว่างโรงแรมและโมเต็ลคืออะไร ความแตกต่างหลักอยู่ที่โครงสร้างทางกายภาพและระดับการให้บริการ โรงแรมเป็นอาคารหลายชั้นที่เข้าห้องพักจากภายในผ่านล็อบบี้และทางเดิน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ร้านอาหาร ฟิตเนส และบริการคอนเซียร์จ ส่วนโมเต็ลมักมีเพียงหนึ่งหรือสองชั้น ห้องพักเปิดออกสู่ลานจอดรถโดยตรง มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานและราคาต่ำกว่า

โมเต็ลถูกกว่าโรงแรมหรือไม่ ใช่ ในกรณีส่วนใหญ่ โมเต็ลแข่งขันหลักด้วยราคาและความสะดวก โดยเน้นกลุ่มนักเดินทางที่คำนึงถึงงบประมาณและผู้เดินทางด้วยรถยนต์ ส่วนโรงแรมมีราคาสูงกว่าเนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า ทำเลดีกว่า และบริการที่หลากหลายกว่า

คำว่า “โมเต็ล” มีที่มาอย่างไร โมเต็ลเป็นคำผสมระหว่าง “motor” (ยานยนต์) และ “hotel” (โรงแรม) คำนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1920 เมื่อการเดินทางด้วยรถยนต์ขยายตัว และนักเดินทางต้องการที่พักริมทางที่เข้าถึงง่ายและราคาย่อมเยา

โรงแรม โมเต็ล และอินน์ ต่างกันอย่างไร โรงแรมคือที่พักขนาดใหญ่ให้บริการครบวงจรในเมืองหรือแหล่งท่องเที่ยว โมเต็ลคือที่พักขนาดเล็กริมถนนที่เข้าห้องจากภายนอก ออกแบบมาสำหรับการพักระยะสั้น ส่วนอินน์มักเป็นที่พักขนาดเล็กมากที่เจ้าของบริหารเอง ส่วนใหญ่อยู่ในชนบทหรือเมืองประวัติศาสตร์ มีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง บางแห่งรวมอาหารเช้าไว้ด้วย และราคามักอยู่ระหว่างโมเต็ลกับโรงแรมระดับกลาง

ควรจัดหมวดหมู่ที่พักบนแพลตฟอร์มจองอย่างไร หากมีคุณสมบัติทั้งโรงแรมและโมเต็ล เลือกหมวดหมู่ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักและกลยุทธ์การตั้งราคาของท่าน หากที่พักมีบริการจำกัดแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม เช่น สระว่ายน้ำหรือร้านอาหาร การจัดเป็น “โรงแรม” อาจช่วยสนับสนุนราคาที่สูงขึ้น หากจุดแข็งหลักคือความสะดวกและความคุ้มค่า การจัดเป็น “โมเต็ล” จะดึงดูดผู้เดินทางด้วยรถยนต์และนักเดินทางที่คำนึงถึงงบประมาณ ท่านยังสามารถทดลองจัดหมวดหมู่ที่แตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อดูว่าแบบใดช่วยเพิ่มอัตราการเข้าพักได้ดีกว่า

โมเต็ลสามารถกลายเป็นโรงแรมได้หรือไม่ ได้ โมเต็ลสามารถปรับตำแหน่งเป็นโรงแรมได้ด้วยการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เปลี่ยนมาเข้าห้องพักจากภายในอาคาร เพิ่มบริการที่มีพนักงานดูแล และปรับการตลาดกับราคาให้สะท้อนระดับบริการที่สูงขึ้น รวมถึงต้องอัปเดตการจัดหมวดหมู่ในทุกแพลตฟอร์มจองและ OTA ด้วย

โดย Mark Dawson

"มาร์คคือผู้อำนวยการทางการตลาดประสิทธิภาพที่ SiteMinder หนึ่งเดียวในแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่ปลดล็อกศักยภาพรายได้ทั้งหมดของโรงแรม ด้วยประสบการณ์ในการตลาดดิจิทัลและเทคโนโลยีเกือบ 20 ปี มาร์คเข้าใจถึงความสำคัญของการให้แน่ใจว่าแบรนด์มีการแสดงตัวอยู่ออนไลน์และว่าโรงแรมให้ความสำคัญมากที่สุดจากช่องทางดิจิทัลต่างๆ ในทางที่มีคุณต่อกระทรวงเงินที่เป็นไปได้เท่าที่จะเป็นไปได้
"